top of page
สยามชัย  Ver.White

วิธีการดูแลรักษาตู้เย็นให้ใช้งานได้นาน

อัปเดตเมื่อ 29 ม.ค. 2568

หากเอ่ยถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่ทำงานหนักและมีการเปิดใช้งานอยู่ตลอดเวลา คงหนีไม่พ้น “ตู้เย็น” ตัวช่วยถนอมอาหารทั้งผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ และเครื่องดื่ม รวมถึงช่วยยืดอายุอาหารให้สดใหม่ตลอดเวลา เพื่อให้ตู้เย็นยังคงประสิทธิภาพการใช้งานที่ทนทานยาวนาน การดูแลรักษาตู้เย็นอย่างระมัดระวังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เพื่อให้“ตู้เย็น”อยู่คู่บ้านของเราไปนาน ๆ ที่สำคัญยังช่วยประหยัดค่าไฟ และประหยัดเงินในกระเป๋า หากคุณยังไม่รู้ว่าจะดูแลรักษาตู้เย็นอย่างไร?


  1. ปรับอุณหภูมิในตู้เย็นให้เหมาะสม

ตู้เย็นส่วนใหญ่จะมีปุ่มสำหรับปรับอุณหภูมิอยู่ด้านในสุด ควรตั้งให้อุณหภูมิอยู่ที่ 0-4 องศาเซลเซียส หากเป็นช่องแช่แข็งให้ปรับอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศา ทว่าปุ่มปรับอุณหภูมิตู้เย็นส่วนใหญ่จะเป็นเบอร์ คุณอาจศึกษาจากคู่มือว่าจะต้องปรับอย่างไร หรือทดลองปรับทีละเบอร์จนได้อุณหภูมิที่พอเหมาะ และไม่กินไฟมากไป


  1. ทำความสะอาดแผงระบายความร้อน

แผงระบายความร้อนหรือ Condenser Coils บริเวณด้านหลังหรือด้านใต้ของตู้เย็นหากปล่อยให้มีฝุ่นจับแผงระบายความร้อนมาก ๆ อาจทำให้ตู้เย็นทำงานหนัก กินไฟมาก แนะนำทำความสะอาดอย่างน้อย 2 ครั้ง/ปี อย่าลืม! ถอดปลั๊กก่อนทำความสะอาดแล้วนำแปรงมาปัดฝุ่นออก


  1. หลีกเลี่ยงวางตู้เย็นใกล้ความร้อน

ไม่ควรวางตู้เย็นใกล้ความร้อน อาทิ เตาอบ เตาแก๊ส หรือหม้อไฟฟ้าต่าง ๆ เพราะความร้อนอาจเข้ามาภายในตู้เย็นได้ ทำให้ตู้เย็นทำงานหนักจากการผลิตความเย็นเพิ่มขึ้น แนะนำจัดสรรพื้นที่สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ละชนิดให้เหมาะสม


  1. ห้ามใส่ของในตู้เย็นมากเกินไป

แม้ว่าตู้เย็นจะได้รับการออกแบบมาให้เก็บรักษาอาหารให้มีอายุยาวนานขึ้น แต่การยัดทุกอย่างเข้าตู้เย็นจนแน่นเกินไป อาจทำให้ตู้เย็นทำงานหนักมากขึ้น เพราะต้องคอยทำความเย็นให้กระจายอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ และควรระวังน้ำหนักของที่เเช่ตรงบานประตู เพราะในส่วนนี้จะมีผลกับระยะการใช้งานทั้งส่วนของประตูและขอบยาง อาจเสื่อมสภาพได้เร็วมากขึ้น


  1. ไม่ควรงัดน้ำแข็งที่เกาะอยู่ภายในตู้

น้ำแข็งที่เกาะในช่องแช่แข็งมาก ๆ อาจจะทำให้ปิดฝาช่องแช่เเข็งได้ไม่สนิทสำหรับในตู้เย็นบางรุ่น ผู้ใช้บางรายอาจใช้วิธีงัดแงะให้น้ำแข็งหลุดล่อนออกมา ซึ่งเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุและไม่ใช่วิธีที่ควรทำ แนะนำให้กดละลายน้ำแข็งอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่เหมาะสม


  1. รอให้อาหารเย็นลงก่อนนำเข้าตู้เย็น

หลังอุ่นอาหารเสร็จใหม่ ๆ หากต้องการเก็บไว้ทานในมื้อถัดไป อย่าเพิ่งนำอาหารใส่ตู้เย็นทันที เพราะความร้อนจากอาหารอาจทำให้ตู้เย็นทำงานหนักเพิ่มอีกเป็นเท่าตัว และกว่าตู้เย็นจะปรับอุณหภูมิของอาหารที่ร้อนลงมาได้นั้น จะต้องใช้ความเย็นมากกว่าปกติ แนะนำรอให้อาหารเย็นลงเสียก่อน


  1. ไม่ควรเปิดตู้เย็นบ่อย ๆ หรือค้างไว้

ตู้เย็นช่วยทำให้อาหารต่าง ๆ สดใหม่ตลอดเวลา หากมีการเปิด-ปิดตู้เย็นบ่อย ๆ หรือเปิดไว้นาน ๆ ทำให้ความร้อนจากภายนอกเข้ามาในตู้เย็น และทำให้ระบบภายในทำงานหนักขึ้น เพื่อให้ความเย็นกลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม เมื่อคอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักทำให้อายุการใช้งานลดลงเร็วขึ้นนั่นเอง


  1. การติดตั้งเต้าเสียบปลั๊ก

ตู้เย็นใช้กำลังไฟฟ้าเยอะมีการทำงานตลอดเวลา ไม่ควรใช้เต้าเสียบรวมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ ที่ต้องใช้งานหนักเช่นเดียวกัน อาทิ ตู้อบ หม้อหุงข้าว เครื่องซักผ้า เป็นต้น แนะนำควรติดตั้งเต้าเสียบที่แข็งเเรงแยกต่างหากโดยเฉพาะ เพื่อให้รองรับกับการใช้งานได้อย่างเหมาะสม และช่วยให้ตู้เย็นทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ


  1. ตรวจเช็คขอบยางประตูตู้เย็น

หมั่นเช็คขอบยางประตูตู้เย็นเสมอว่ายังอยู่ในสภาพดีหรือไม่ โดยใช้วิธีง่าย ๆ อย่าง การเหน็บกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ไว้แล้วปิดประตูตู้เย็น เพื่อดูว่าขอบยางยังแข็งแรงหรือไม่ หากประตูปิดได้ไม่แน่นทำให้มีความชื้นด้านนอกเข้าไปภายในตู้เย็นมากขึ้น จนทำให้น้ำแข็งที่เกาะภายในตู้เย็นสะสมตัวมากขึ้น จนลดประสิทธิภาพในการทำความเย็นลง


  1. การเลือกซื้อตู้เย็นคุณภาพดี ใช้งานคุ้มค่า ประหยัดไฟ


    ซื้อตู้เย็นที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 กำกับ ช่วยให้ประหยัดไฟได้มากกว่า หรือตู้เย็นประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่มีการเพิ่มดาวขึ้นมา อาทิ ตู้เย็นประหยัดไฟเบอร์ 5 ระดับ 1 ดาว ตู้เย็นประหยัดไฟเบอร์ 5 ระดับ 2 ดาว และตู้เย็นประหยัดไฟเบอร์ 5 ระดับ 3 ดาว ยิ่งดาวเยอะก็ยิ่งประหยัดไฟ


ความคิดเห็น


bottom of page